วันจันทร์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2553

Beauty Tips : เคล็ดลับหน้าใส สำหรับผิวมัน

อาหารที่กระตุ้นและ ก่อให้เกิดสิว

อาหารที่รสหวานจัด โดยผ่านกรรมวิธีการปรุงแต่ง เช่น ไอศครีม คุ้กกี้  น้ำอัดลม ช็อกโกแลต ผลไม้เชื่อม และอื่นๆ อาหารที่มี
รสหวานจัดนี้ จะเป็นอาหารของยีสต์ในกระเพาะอาหารทำให้ยีสต์เจริญเติบโตได้ดี และยังทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ทำให้ฮอร์โมนไม่คงที่ ขึ้นๆลงๆ อยู่ตลอดเวลาเป็นสาเหตุของการเกิดสิวเพิ่มมากขึ้น

นม ผลิตภัณฑ์จากนม Daily Products เช่น นมข้นหวาน ชีส โยเกิร์ต ไอศครีม เค้ก เบเกอรี่ และอาหารที่มีส่วนผสมของนม เนื่องจากเป็นอาหารที่ย่อยยาก เมื่อรับประทานเข้าไปจะเกิดการหมักหมมในกระเพาะอาหาร ทำให้เกิดการเจริญเติบโตของยีสต์มีปริมาณเพิ่มขึ้น ก็จะกระตุ้นให้เกิดสิวได้ หากเกรงว่าจะทำให้ร่างกายขาดสารอาหารที่เคยได้รับจากนม เราสามารถเลือกทานจากอาหารกลุ่มอื่นๆได้ เช่น ไข่ เต้าหู้ ถั่วต่างๆ ปลาตัวเล็ก และเนื้อสัตว์ เพื่อทดแทนโปรตีนและแคลเซียมจากนมได้


อาหารในกลุ่มคาเฟอีน เช่น ชา กาแฟ เครื่องดื่มบำรุงกำลัง จะเป็นตัวกระตุ้นให้ยีสต์เจริญเติบโต ซึ่งเมื่อยีสต์เจริญเติบโตมากก็จะเกิด Toxin ซึ่งทำให้ร่างกายเกิดของเสียและกระตุ้นให้เกิดสิวได้ง่าย

ในบางท่าน อาหารในกลุ่มข้างต้นที่กล่าวมา อาจไปกระตุ้นการเกิดสิว ทดสอบได้โดยการหยุดรับประทานอาหารในกลุ่มเหล่านี้ประมาณ 1-2 เดือน หากสิวลดลง หรือสิวใหม่ไม่ขึ้น แสดงว่า อาหารเหล่านี้เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดสิว ควรหลีกเลี่ยง หรืองด

ที่มา ...wowvisage

วันอาทิตย์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ดูแลผิวหน้าหนาว ไม่ให้แก่ก่อนวัย



          ช่วงหน้าหนาวเป็นช่วงที่ผิวเราไม่ค่อยชอบเท่าไร เพราะหากว่าเราดูแลไม่ดี ผิวก็จะแห้งกร้าน แตกง่าย อาจจะนำไปสู่การร่วงโรยของผิวก่อนวัยอันควรด้วย ดังนั้นมาดูแลผิวช่วงหน้าหนาวอย่างถูกวิธีกันดีกว่า..
    มอยส์เจอไรเซอร์         สิ่งแรกที่เราควรจะมี คือ ครีมบำรุงผิวอย่างมอยส์เจอไรเซอร์ ซึ่งจะเป็นครีมบำรุงผิวที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวของเรา ไม่ว่าจะเป็นผิวหน้า หรือว่าผิวกาย ก็มีสิทธิ์แห้งเสียได้ หากดูแลไม่ดี

    สบู่หรือโฟมล้างหน้า         เราควรเลือกสบู่ที่มีส่วนผสมของมอยส์เจอไรเซอร์ เพราะจเป็นการเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวหน้า หรือไม่ก็เลือกสบู่อ่อนๆ มีค่าเป็นกลางไม่มีค่ากรดหรือด่างมาก จะช่วยให้ผิวเราไม่แห้งกร้าน ทำให้เป็นสาเหตุของริ้วรอยได้

    ทาครีมกันแดดทุกวัน         หน้าหนาวเป็นช่วงที่เราชะล่าใจว่าไม่มีแดด เพราะอากาศที่หนาวเย็น แต่ในความจริงแล้วแดดหน้าหนาวเป็นแดดที่ร้อนแรงทีเดียว ดังนั้นเราควรจะทาครีมกันแดดเอาไว้ เพื่อป้องกันร่างกายจากรังสียูวีเอ และยูวิบี

    น้ำอุ่น VS น้ำเย็น          หน้าหนาวหลายๆ คนเลือกใช้น้ำอุ่นในการล้าง เพราะรู้สึกสบายกว่าการใช้น้ำเย็น แต่ที่จริงแล้วการใช้น้ำอุ่นล้างหน้าจะเป็นการทำร้ายหน้ามากกว่า เพราะน้ำอุ่นจะทำให้ผิวหน้าเรายิ่งแห้งมากขึ้น ทางที่ดีหน้าหนาวเราควรใช้น้ำเย็นล้างหน้าจะดีกว่า

    ห้ามอบซาวน่า         กิจกรรมหนึ่งที่ไม่ควรทำในหน้าหนาวคือ การอบซาวน่า เพราะการอบซาวน่าเป็นการดูดเอาความชุ่มชื้นที่มีอยู่ในผิวของเราให้หายไป ซึ่งในหน้าหนาวนั้นร่างกายของเราต้องการความชุ่มชื้นเพื่อต่อสู้กับอากาศที่แห้ง ดังนั้นหากเป็นไปได้ก็งดการอบซาวน่าดีกว่า เพื่อผิวพรรณที่จะคงความเนียนนุ่มและชุ่มชื้น





ยาสตรี

 ยาสตรี โดยทั่วไปคนส่วนใหญ่ก็จะนึกถึงยาที่ใช้สำหรับสตรีที่มีประจำเดือนมาไม่ปกติ แก้อาการจุกเสียดแน่นท้องระหว่างมีประจำเดือน เป็นยาหลังคลอดบุตรช่วยขับน้ำคาวปลา และเป็นยาบำรุงโลหิตด้วย

      ยาสตรีที่มีจำหน่ายในประเทศไทย มีหลายหลายยี่ห้อ เช่น ยาสตรีเพ็ญภาค ยาสตรีเบลโล ส่วนประกอบจะต่างกันไปตามสูตร

     
 ส่วนประกอบส่วนใหญ่ มักเป็นสมุนไพรชนิดต่าง ๆ และแอลกอฮอล์ สมุนไพรที่ใช้ก็ได้แก่ ขิง ไพล พริกไทย เทียนดำ เทียนแดง ตานเซียม กิ่งอบเชย บักดี้ โกฐหัวบัว โกฐสอ โกฐเชียง (ชาวจีนเรียกตังกุย) บางตำรับก็ใช้ว่านชักมดลูก แอลกอฮอล์ที่มีอยู่เพื่อไว้เป็นตัวสกัดเอาสารสำคัญชนิดหนึ่งออกมา เรียก ไฟโตเอสโตรเจน (phytoestrogen)

    Phytoestrogen ไฟโตเอสโตรเจน เป็นสารอินทรีย์ซึ่งสร้างขึ้นโดยพืช แต่มีคุณสมบัติเช่นเดียวกับเอสโตรเจน สารเหล่านี้พบได้ทั้งในส่วนเมล็ด ลำต้น รากหรือดอก โดยในพืช สารนี้จะทำหน้าที่เป็นสารฆ่า เชื้อรา (fungicide) หรือเป็น phytoalexin นั่นคือเป็นสารเคมีที่พืชสร้างขึ้นมาเพื่อป้องกันตนเอง เมื่อถูกรุกรานโดยจุลชีพ phytoestrogen จะมีบางส่วนของสูตรโครงสร้างคล้ายคลึงหรือเทียบได้กับ steroid nucleus ของ estradiol อันเป็นเอสโตรเจนที่พบในธรรมชาติหรือในร่างกายมนุษย์

    Estrogen เอสโตรเจน เป็นฮอร์โมนเพศหญิงซึ่งร่างกายเราผลิตจากรังไข่ รก หรือต่อมอะดรีนาล ฮอร์โมนกลุ่มนี้มีผลโดยตรงต่อการแสดงลักษณะของเพศหญิง นับตั้งแต่การเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ มีประจำเดือน ตกไข่ ตั้งท้อง ไปจนถึงวัยหมดประจำเดือน

      ดังนั้นการได้รับประทานยาสตรี ที่มีสารไฟโตเอสโตรเจน จึงช่วยปรับสมดุลของฮอร์โมน ที่เสียไปจากสาเหตุต่าง ๆ และช่วยทำให้รอบเดือนปกติ และยังมีส่วนเสริมให้การแสดงออกของลักษณะเพศหญิงดีขึ้น หรือที่เรียกว่าบำรุงเลือดก็เลยทำให้สุขภาพโดยรวม ๆ ของสตรีดีขึ้น


                ข้อควรระวัง ยาสตรีเหล่านี้ส่วนใหญ่จะมีปริมาณแอลกอฮอล์ค่อนข้างสูง การรับประทานติดต่อกันนาน ๆ อาจทำให้ติดได้

     ยาสตรี ไม่ใช่ยาสำหรับทำแท้ง ซึ่งอาจเข้าใจผิดจากสรรพคุณ ใช้ฟอกเลือด ขับประจำเดือน

                 ยาสตรี เป็นยาแผนโบราณ จะต้องมีเลขทะเบียนตำรับยาแสดงบนฉลาก







สารอาหารช่วยควบคุมน้ำหนัก



         เป็นที่ทราบกันดีว่าผลิตภัณฑ์สุขภาพ ที่มุ่งเน้นเพื่อการควบคุมน้ำหนัก กำลังเป็นที่นิยมอย่างมากในปัจจุบัน เนื่องจากมีความสะดวกในการซื้อ ปลอดภัย มีคุณภาพ และยังเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของผู้ที่กำลังมองหาวิธีลดน้ำหนัก 

        ว่ากันว่าเฉพาะในประเทศสหรัฐอเมริกาเอง มีการจดสิทธิบัตรของสารที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมน้ำหนักได้มากกว่า 125 ชนิดและ สำหรับผลิตภัณฑ์สุขภาพที่มีจำหน่ายในประเทศไทยนั้น สามารถแบ่งเป็นกลุ่มต่างๆ ตามกลไกการออกฤทธิ์ได้ดังนี้
    1. กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับเมตาบอลิซึมของคาร์โบไฮเดรต(Modulate Carbohydrate Metabolism)
       Chromium
 จัดเป็นแร่ธาตุที่เกี่ยวข้องกับเมตาบอลิซึมของน้ำตาลกลูโคสโดยตรง การขาดแร่ธาตุชนิดนี้เชื่อว่าสัมพันธ์กับภาวะระดับน้ำตาลและไตรกลีเซอร์ไรด์ในเลือดสูง รวมทั้งทำให้ระดับไขมันชนิดดีลดต่ำกว่าปกติ ด้วยเหตุนี้จึงมีการนำโครเมียมมาใช้เพื่อรักษาสมดุลของน้ำตาลซึ่งเท่ากับเป็นการช่วยป้องกันการสะสมของน้ำตาลส่วนเกิน 

       Ginseng Extract จากการศึกษาคุณสมบัติ glucose tolerance ของโสม (Panax Ginseng) พบว่าสามารถช่วยควบคุมน้ำตาลในเลือดได้ในลักษณะเดียวกัน 

    2. กลุ่มที่เพิ่มความอิ่มและยับยั้งการดูดซึมไขมัน(Purported to Increase Satiety and Block Lipid Absorption) 
        Psyllium Seed Husk, Chitosan, Pectin จาก Apple Cider และ Dietary Fiber กลุ่มเส้นใยอาหารเหล่านี้มักมีส่วนประกอบของเส้นใยที่สามารถละลายน้ำได้ ซึ่งจะดูดซับน้ำไว้ทำให้เกิดการพองตัวออก จึงทำให้ผู้ที่รับประทานรู้สึกอิ่ม 
        นอกจากนี้ยังช่วยขัดขวางการดูดซึมไขมันส่วนเกิน โดยเฉพาะ Chitosan ซึ่งเป็นโพลิเมอร์ธรรมชาติที่มีประจุบวกซึ่งสามารถจับกับละอองไขมันที่มีประจุลบได้ จึงเท่ากับเป็นการลดการดูดซึมไขมันเข้าสู่ร่างกาย

     3. กลุ่มที่ลดการสังเคราะห์กรดไขมัน(Purported to Reduce Fat Synthesis)
      Hydroxycitric Acid (HCA) จากผลส้มแขก (Garcinia cambogia) มีงานวิจัยที่ใช้สารสกัด HCA 750 มก.ต่อวันในสตรี 89 คนที่มีน้ำหนักตัวเกิน (BMI=28.6) พบว่าสามารถลดน้ำหนักตัวลงได้ประมาณ 1.3 kg. ภายใน 12 สัปดาห์

      Conjugated Linoleic Acid (CLA) มีรายงานว่าสามารถลดการสะสมไขมันในหนูที่มีน้ำหนักเกินได้ เนื่องจากคุณสมบัติในการเพิ่มการสลายไขมันและลดการสะสมของไตรกลีเซอร์ไรด์ในเนื้อเยื่อไขมัน

      Green Tea ชาเขียวสกัด สามารถเพิ่มการสลายไขมันและยังมีฤทธิ์เร่งปฏิกริยาการเผาผลาญให้กับร่างกายมากขึ้น 

      Pyruvate มีรายงานว่า Pyruvateเกี่ยวข้องกับการลดน้ำหนักถึง 1.2 kg ใน 6 สัปดาห์ 

      Vitamin B-5 จัดเป็นวิตามินที่เกี่ยวข้องกับการเร่งการเผาผลาญสารอาหารในร่างกายให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

      L-Carnitine สามารถเพิ่มอัตราการเผาผลาญของไขมันสะสมได้อย่างมีนัยสำคัญและมีความปลอดภัยสูงแม้ว่าจะรับประทานในขนาดที่สูงถึง 4 กรัมต่อวันก็ตาม

      Laminaria (Kelp) พืชตระกูลสาหร่ายชนิดหนึ่งที่เป็นแหล่งของแร่ธาตุไอโอดีน โดยพบว่าการเพิ่มการสลายไขมันนั้นสัมพันธ์กับการสร้างฮอร์โมนของร่างกายที่ช่วยในระบบการเผาผลาญอาหาร 

     และทั้งหมดก็คือ ผลิตภัณฑ์สุขภาพที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมน้ำหนัก อย่างไรก็ตามการที่สามารถควบคุมน้ำหนักให้ได้ผลดีนั้น อาจต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดำรงชีวิตร่วมด้วย โดยเลือกรับประทานอาหารที่มีไขมันและแคลอรี่ต่ำ หมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ รวมไปถึงความตั้งใจในการลดน้ำหนักและทั้งหมดก็คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้คุณสามารถควบคุมน้ำหนักตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย




กินผักและผลไม้ให้มากขึ้น เพื่อสุขภาพ

คนส่วนใหญ่แล้วต้องการที่จะมีพฤติกรรมการรับประทานเพื่อสุขภาพ เพียงแต่การจัดลำดับความสำคัญยังอาจเป็นปัญหาที่ท้าทาย  ด้วยข้อมูลที่มากมายจากหลายแหล่ง ทั้งจากครอบครัว จากเพื่อน และสื่อต่างๆ  และข้อมูลจำนวนไม่น้อยที่ขัดแย้งกัน  จึงไม่น่าสงสัยเลยว่า  บางครั้งผู้บริโภคก็ลืมนึกถึงคำแนะนำด้านโภชนาการที่มีพื้นฐานจากงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์อันหลากหลาย  รวมทั้งสถาบันสุขภาพชั้นนำต่างๆรองรับ  ตัวอย่างเรื่องหนึ่งคือ คำแนะนำเรื่อง วันละห้า” (5-a-day message) ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพทั้งในะดับประเทศ และนานาชาติ ต่างก็มีความเห็นในทิศทางเดียวกันว่า การรับประทานผักและผลไม้ เป็นประจำ วันละ 5 ส่วน (คิดเป็นประมาณ 400 กรัมต่อวัน) จะเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพมากทีเดียว ดังนั้น ศูนย์ข้อมูลข่าวสารด้านอาหารแห่งเอเชีย (AFIC) จึงได้สรุปสาระสำคัญทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับผลดีของ วัน-ละ-ห้า” ต่อสุขภาพของคนเราไว้ดังนี้  
นักวิทยาศาสตร์ และคุณแม่ต่างมีความเห็นพ้องต้องกัน
ทานผัก ทานผลไม้ซะ” นั่นคือ คำพูดที่เราได้ยินคุ้นหูจากในบ้าน และก็ยังเป็นคำแนะนำด้านโภชนาการที่มีการศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์รองรับ 
จากสถิติทั่วโลกองค์การอนามัยโลกได้ประเมินว่า การบริโภคผักผลไม้น้อยเป็นสาเหตุให้เกิดมะเร็งในทางเดินอาหาร ร้อยละ 19, โรคหัวใจร้อยละ 31, และโรคลมปัจจุบันร้อยละ 11 ผู้เชี่ยวชาญได้จัดทำรายงานซึ่งตีพิมพ์โดยกองทุนวิจัยมะเร็งโลก (World Cancer Research Fund, WCRF) ในปีพ.ศ. 2540  ว่า โดยประมาณร้อยละ 30 - 40ของกรณีการเกิดมะเร็งทั่วโลก  (ราวๆ 3-4 ล้านกรณี ที่เกิดใหม่ทุกปี)  สามารถป้องกันได้ ด้วยวิธีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการกินอาหาร  ในรายงานของกองทุนวิจัยมะเร็งระบุว่าหลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงบทบาทของอาหารโดยเฉพาะผักและผลไม้ ในการช่วยป้องกันมะเร็งนั้นมีความหนักแน่นมาก   เหล่าผู้เชี่ยวชาญสรุปออกมาได้ว่า  การบริโภตผักผลไม้อย่างหลากหลาย  วันละไม่น้อยกว่า 400 กรัม จะสามารถช่วยลดโอกาสการเกิดมะเร็งโดยรวมได้อย่างน้อยร้อยละ 20  ไม่ว่า   คนๆนั้นจะมีรูปแบบการบริโภค หรือ การใช้ชีวิตอย่างไรก็ตาม 
เมื่อปีพ.ศ. 2546  มีรายงานของกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ จากองค์อนามัยโลก (World Health Organization, WHO) และ องค์การอาหารและเกษตร (Food and Agricultural Organization, FAO)  เกี่ยวกับโภชนาการ  กับการป้องกันโรคแห่งความเสื่อม ได้ระบุอย่างมั่นใจว่ามีหลักฐานอย่างชัดเจนว่าผักและผลไม้ช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคอ้วนและโรคหลอด เลือดหัวใจ  และยังอาจช่วยลดความเสี่ยงของเบาหวานได้ 
ถึงแม้จะเชื่อกันว่าผักและผลไม้ทุกอย่างจะให้ประโยชน์แก่ร่างกาย  แต่ผักใบเขียวอย่างเช่น ผักกาดหอม ผักโขม  พืชตระกูลกะหล่ำ เช่น บรอคโคลีกะหล่ำดอก หรือ กะหล่ำปลี  และผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว เช่น ส้มชนิดต่างๆ ,มะนาว  (รวมทั้งน้ำส้ม น้ำมะนาว )  มีประโยชน์มากกว่าผักอย่างอื่นๆ   แต่ในประเด็นที่ว่าให้ทานผักผลไม้อย่างน้อย 400 กรัมต่อวันนั้น  ไม่นับรวมพืชหัว เช่น มันฝรั่ง มันสำปะหลัง หรือมันเทศ  เพราะพืชตระกูลหัวนั้น เป็นพืชพวกที่ให้แป้งซึ่งมีความสำคัญต่อร่างกายในด้านอื่น 
อุปสรรคขวางกั้นไม่ให้เข้าถึงเป้าหมาย  วัน-ละ-ห้า
จากสถิติขององค์การอนามัยโลกระบุว่า อัตราการบริโภคผักและผลไม้ของประชากรในประเทศแถบเอเชียต่ำกว่าคำแนะนำมาก  ประชากรจีนโดยเฉลี่ยแล้วรับประทานผักผลไม้วันละ  300 กรัม  ในประเทศไทย มีรายงานว่าคนไทยบริโภคกันไม่ถึงวันละ 200 กรัม ด้วยซ้ำ  ในประเทศอินเดียพบว่ายิ่งน้อยลงไปอีก เพียงแค่วันละประมาณ130 กรัมเท่านั้น 
มีเหตุผลมากมายที่ทำให้คนไม่สามารถรับประทานผักผลไม้ให้มากเท่าคำแนะนำได้  และก็มีการศึกษาวิจัยอีกมากมาย ที่กำลังพยายามกำจัดอุปสรรคเหล่านี้ให้ได้เช่นกัน 
เรื่องของเงินและความสะดวกเป็นปัจจัยสำคัญของคนหลายคน  แต่ความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องในเรื่องของผลได้ผลเสียที่จะเกิดจริงๆต่อสุขภาพ  ก็เป็นปัจจัยสำคัญของอีกหลายคน  มีผู้บริโภคบางคนที่กังวลเกี่ยวกับผลตกค้างจากสารกำจัดศัตรูพืช จนลืมนึกถึงประโยชน์ที่จะได้รับจากการบริโภคผักผลไม้ให้ได้ปริมาณที่เพียงพอ  แต่จริงๆแล้วก็ไม่มีหลักฐานที่หนักแน่นพอ ที่จะมาสนับสนุนความกลัวนี้  มิหนำซ้ำ มีรายงานเรื่องการป้องกันมะเร็ง ของมหาวิทยาลัยฮาวาร์ดเมื่อปีพ.ศ. 2539 (1996 Harvard Report on Cancer Prevention) (ฉบับที่ 1 สาเหตุการเกิดมะเร็งในคน  Volume 1: Human Causes of Cancer)  ได้สรุปไว้ว่า ร้อยละ65 ของกรณีการเสียชีวิตจากมะเร็ง ในสหรัฐน่าจะมีสาเหตุเกี่ยวข้องกับการสูบบุหรี่อาหารโรคอ้วน และการขาดการออกกำลังกาย และมีเพียงร้อยละ1 เท่านั้นที่อาจมาจากสารเติมแต่งอาหาร และสารปนเปื้อนจากสารเคมี 
มีการศึกษาจำนวนมากที่มีหลักฐานยืนยันในเรื่องประโยชน์ของ วัน-ละ-ห้า” และการศึกษาเพื่อสำรวจหาความเสี่ยงของผลตกค้างของสารกำจัดศัตรูพืชที่มีต่อสุขภาพ  จนถึงทุกวันนี้ ก็ยังไม่มีหลักฐานที่สามารถคิดคำนวนออกมาเป็นความเสี่ยงที่รุนแแรงต่อสุขภาพได้ 
การเข้าสู่ความสำเร็จเป้าหมาย วัน-ละ-ห้า
เพื่อที่จะให้ได้รับประโยชน์สูงสุดจากการบริโภคผักและผลไม้  หลักการประเด็นแรกที่อยากแนะนำ คือ รับประทานให้หลากหลายชนิดเท่าที่จะเป็นไปได้  เลือกรับประทานให้ได้ครบทุกสี  ยกตัวอย่างเช่น  ผักผลไม้ที่มีสีส้ม/เหลืองหลายชนิด อย่าง ฟักทอง  มะม่วง  จะเป็นแหล่งแคโรตินอย (Carotenoids) ที่ดี  ผักที่มีสีขาว  เช่นหอมหัวใหญ่ กระเทียม  อุดมไปด้วยสารประกอบของกำมะถัน (Sulphurous Compounds)  และ พวกผักใบเขียวจะให้วิตามินบีต่างๆ  ยิ่งไปกว่านั้น การเพิ่มปริมาณการบริโภคผักผลไม้อาจ จะเข้าไปแทนที่อาหารที่มีไขมันเกลือ,และอาหารพลังงานสูง   ซึ่งเท่ากับเป็นการปรับปรุงคุณภาพของโภชนาการโดยรวมในชีวิตประจำวันไปด้วย   ผู้บริโภคไม่ควรยอมให้ความกลัวในเรื่องของการปนเปื้อนในปริมาณน้อย มากลายเป็นอุปสรรคขวางกั้นไม่ให้ร่างกายได้รับสารอาหารอย่างพอเพียง และทำให้ไม่บรรลุเป้าหมาย วัน-ละ-ห้า”  
คำแนะนำให้บริโภคผักผลไม้  400 กรัมต่อวัน (โดยไม่รวมพวกพืชหัว อย่างมันฝรั่ง มันเทศ)  เพื่อเป็นการป้องกันโรคที่เกิดจากความเสื่อมนั้น  เทียบได้กับ ให้รับประทานผักผลไม้อย่างน้อยวันละ 5 ส่วน  ทุกวัน   หนึ่งส่วน หรือ หนึ่งเสริฟนั้น มีปริมาณประมาณเต็มอุ้งมือของเรา ดังนั้น  คำแนะนำ วัน-ละ-ห้า” จึงหมายถึง  5 อุ้งมือเต็มๆ ของแต่ละบุคคล ไม่ว่าจะเป็น วัยเด็ก วัยรุ่น รวมทั้งพ่อแม่  หรือจะเป็นวัยผู้ใหญ่ที่ตัวเล็ก ก็เช่นกัน 
ตัวอย่างของขนาดสัดส่วนการบริโภคผักผลไม้ สำหรับวัยผู้ใหญ่
Ø       สลัดผักสด  1  ถ้วยชา
Ø       ผลไม้ชิ้นขนาดกลางๆ  1  ชิ้น
Ø       น้ำผัก หรือ น้ำผลไม้  100%   1  แก้วเล็ก (150มล.)
Ø       ผักปรุงสุก  1/2  ถ้วยชา
Ø       ผักและผลไม้หั่น  1/2      ถ้วยชา
Ø       ผลไม้แห้ง  1/4     ถ้วยชา
ตามคำแนะนำทางโภชนาการ  แนะว่า ให้ทานเป็นผัก   3  ส่วน และผลไม้   2    ส่วน  ผู้เชี่ยวชาญเองยังแนะอีกว่าสัดส่วนดังกล่าวสามารถรวมถึงผัก หรือ ผลไม้แห้งอัดกระป๋อง  และโดยเฉพาะอย่างยิ่งแช่แข็ง  ได้ด้วย    ดังนั้นโดยทั่วไปแล้วแนะนำว่าให้ถือผลิตผลที่อัดกระป๋อง แห้ง ,น้ำผักและผลไม้   ให้ถือเป็น  2   ใน  5   ส่วน   ที่เหลือ  3   ส่วน   ควรจะเป็นผักผลไม้สดหรือ แช่แข็ง  หรือผ่านการปรุงน้อยที่สุด 
เรื่องของความเชื่อ และ ความจริงเกี่ยวกับการใช้สารกำจัดศัตรูพืชในเอเชีย
สำหรับผู้บริโภคชาวเอเชียแล้ว ผักผลไม้ที่ซื้อหาได้ในท้องตลาดส่วนใหญ่ปลูกด้วยการใช้สารกำจัดศัตรูพืชช่วยในการป้องกันแมลง เชื้อราและศัตรูพืชต่างๆ ไม่ให้ทำลายผลผลิต   ต่อไปนี้ เป็นความจริงบางประการที่ตอบคำถามของความเชื่อ ที่ผู้บริโภคกังวลเกี่ยวกับผลตกค้างของสารเคมี
ความเชื่อที่ เกษตรกรใช้สารกำจัดศัตรูพืชมากเกินไป ทำให้อันตรายต่อการบริโภค
ความจริง -   แม้ว่าจะมีเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นเป็นครั้งคราว ที่มีการใช้ผิดวิธี  การใช้มากเกิน  แต่เกษตรกรส่วนใหญ่แล้ว มีความรับผิดชอบ  และปฏิบัติตามข้อแนะนำดัานความปลอดภัย เพื่อให้ผลตกค้างในผลผลิตเหลือน้อยที่สุด ที่จะไม่ให้เป็นอันตรายต่อสุขภาพ   สารกำจัดศัตรูพืชมีราคาแพง ถ้าไม่จำเป็นเกษตรกรก็คงพยายามใช้ให้น้อยที่สุด เพื่อลดต้นทุน 
ความเชื่อที่ 2 สารกำจัดศัตรูพืชก่อมะเร็ง
ความจริง -    จนถึงทุกวันนี้   ยังไม่มีหลักฐานที่พิสูจน์ออกมาได้ว่ามีความเกี่ยวโยงกัน  ระหว่างระดับสารตกค้างที่อนุญาตให้มีปนอยู่ได้ในอาหารกับการเจ็บป่วย   อย่างไรก็ตามมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่แสดงถึงความเกี่ยวโยงกันระหว่างการเกิดโรคแห่งความเสื่อมของร่างกาย เช่น โรคหัวใจ และ โรคมะเร็ง เนื่องจากการรับประทานผักและผลไม้ไม่พอเพียงนั้นชัดเจนมาก 
ความเชื่อที่ 3 เราไม่ทราบว่าเกษตรกรใช้สารเคมีอะไรบ้าง
ความจริง -  ก่อนที่จะมีการอนุญาตให้ใช้สารกำจัดศัตรูพืชชนิดใดก็ตามกับพืชอาหาร  ต้องมีกฎในการกำหนดปริมาณการใช้ ตลอดช่วงฤดูปลูก เสมอ  รวมทั้งมีการกำหนดปริมาณที่ปลอดภัย ของสารตกค้างบนผลผลิต ณ จุดขาย 
ความเชื่อที่ 4 เราไม่ทราบว่าสารกำจัดศัตรูพืชชนิดใดในอาหารที่ก่อเกิดปัญหาต่อสุขภาพ
ความจริง-  สิ่งที่สำคัญมากที่สุดสิ่งหนึ่งในการประเมินค่าความปลอดภัยของการใช้สารกำจัดศัตรูพืชสำหรับพืชอาหาร  ก็คือ การคำนวณปริมาณการบริโภคที่ยอมรับได้ (Acceptable Daily Intake, ADI) ค่า ADI สำหรับสารกำจัดศัตรูพืชใดก็ตาม คำนวณได้โดยการวัดปริมาณสารเคมีนั้นๆในอาหาร ซึ่งคนสามารถบริโภคได้ตลอดชีวิต โดยไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ การคำนวณ ค่า ADI นี้มีค่าเผื่อไว้ (margin) สูงมาก ปกติจะประมาณ 100 เท่า 
ความเชื่อที่ 5 สารกำจัดศัตรูพืชเป็นพิษบริโภค แม้แต่ในปริมาณเพียงน้อยนิดก็เป็นอันตรายต่อร่างกาย
ความจริง-  สารกำจัดศัตรูพืชถูกออกแบบมาให้สลายตัวได้ในระยะเวลาอันสั้นหลังจากการฉีดพ่น  ดังนั้นพืชส่วนใหญ่ แม้จะฉีดพ่นก่อนเก็บเกี่ยว ก็จะไม่มีสารตกค้างที่ ณ จุดขาย  นอกจากนี้ สารกำจัดศัตรูพืชบางชนิดถูกพัฒนามาเพื่อให้เป็นพิษกับศัตรูพืชเฉพาะอย่างที่ต้องการป้องกัน  และมีผลกระทบน้อยมากต่อร่างกายมนุษย์ 
ข้อสำคัญที่ต้องเข้าใจ คือ ร่างกายของมนุษย์นั้นมีกลไกการเรียนรู้ที่จะรับมือกับสารเคมีที่เป็นพิษที่มาจากพืชที่เรารับประทาน ในปริมาณน้อยๆ สารเคมีในพืชเหล่านี้ถูกผลิตขึ้นมาในลักษณะเป็นกลไกป้องกันตัวตามธรรมชาติ จากแมลง และศัตรูพืชต่างๆ 
ข้อมูลเพิ่มเติม
Ø       รายงานกองทุนวิจัยมะเร็งโลก (1997), “อาหารโภชนาการกับการป้องกันมะเร็ง
Ø       องค์การอนามัยโลก (2002),   รายงานเทคโนโลยีฉบับที่   916     เรื่อง    อาหาร โภชนาการ กับการป้องกันโรคแห่งความเสื่อม 
Ø      ข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลข่าวสารด้านอาหารแห่งเอเชีย เรื่อง ผลตกค้างของสารกำจัดศัตรูพืชwww.afic.org/ 

chill chill..