นักวิทยาศาสตร์ และคุณแม่ต่างมีความเห็นพ้องต้องกัน
“ทานผัก ทานผลไม้ซะ” นั่นคือ คำพูดที่เราได้ยินคุ้นหูจากในบ้าน และก็ยังเป็นคำแนะนำด้านโภชนาการที่มีการศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์รองรับ
จากสถิติทั่วโลก, องค์การอนามัยโลกได้ประเมินว่า การบริโภคผักผลไม้น้อยเป็นสาเหตุให้เกิดมะเร็งในทางเดินอาหาร ร้อยละ 19, โรคหัวใจร้อยละ 31, และโรคลมปัจจุบันร้อยละ 11 ผู้เชี่ยวชาญได้จัดทำรายงานซึ่งตีพิมพ์โดยกองทุนวิจัยมะเร็งโลก (World Cancer Research Fund, WCRF) ในปีพ.ศ. 2540 ว่า โดยประมาณร้อยละ 30 - 40ของกรณีการเกิดมะเร็งทั่วโลก (ราวๆ 3-4 ล้านกรณี ที่เกิดใหม่ทุกปี) สามารถป้องกันได้ ด้วยวิธีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการกินอาหาร ในรายงานของกองทุนวิจัยมะเร็งระบุว่าหลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงบทบาทของอาหารโดยเฉพาะผักและผลไม้ ในการช่วยป้องกันมะเร็งนั้นมีความหนักแน่นมาก เหล่าผู้เชี่ยวชาญสรุปออกมาได้ว่า การบริโภตผักผลไม้อย่างหลากหลาย วันละไม่น้อยกว่า 400 กรัม จะสามารถช่วยลดโอกาสการเกิดมะเร็งโดยรวมได้อย่างน้อยร้อยละ 20 ไม่ว่า คนๆนั้นจะมีรูปแบบการบริโภค หรือ การใช้ชีวิตอย่างไรก็ตาม
เมื่อปีพ.ศ. 2546 มีรายงานของกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ จากองค์อนามัยโลก (World Health Organization, WHO) และ องค์การอาหารและเกษตร (Food and Agricultural Organization, FAO) เกี่ยวกับโภชนาการ กับการป้องกันโรคแห่งความเสื่อม ได้ระบุอย่างมั่นใจว่ามีหลักฐานอย่างชัดเจนว่าผักและผลไม้ช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคอ้วนและโรคหลอด เลือดหัวใจ และยังอาจช่วยลดความเสี่ยงของเบาหวานได้
ถึงแม้จะเชื่อกันว่าผักและผลไม้ทุกอย่างจะให้ประโยชน์แก่ร่างกาย แต่ผักใบเขียวอย่างเช่น ผักกาดหอม ผักโขม พืชตระกูลกะหล่ำ เช่น บรอคโคลี, กะหล่ำดอก หรือ กะหล่ำปลี และผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว เช่น ส้มชนิดต่างๆ ,มะนาว (รวมทั้งน้ำส้ม น้ำมะนาว ) มีประโยชน์มากกว่าผักอย่างอื่นๆ แต่ในประเด็นที่ว่าให้ทานผักผลไม้อย่างน้อย 400 กรัมต่อวันนั้น ไม่นับรวมพืชหัว เช่น มันฝรั่ง มันสำปะหลัง หรือมันเทศ เพราะพืชตระกูลหัวนั้น เป็นพืชพวกที่ให้แป้งซึ่งมีความสำคัญต่อร่างกายในด้านอื่น
อุปสรรคขวางกั้นไม่ให้เข้าถึงเป้าหมาย วัน-ละ-ห้า
จากสถิติขององค์การอนามัยโลกระบุว่า อัตราการบริโภคผักและผลไม้ของประชากรในประเทศแถบเอเชียต่ำกว่าคำแนะนำมาก ประชากรจีนโดยเฉลี่ยแล้วรับประทานผักผลไม้วันละ 300 กรัม ในประเทศไทย มีรายงานว่าคนไทยบริโภคกันไม่ถึงวันละ 200 กรัม ด้วยซ้ำ ในประเทศอินเดียพบว่ายิ่งน้อยลงไปอีก เพียงแค่วันละประมาณ130 กรัมเท่านั้น
มีเหตุผลมากมายที่ทำให้คนไม่สามารถรับประทานผักผลไม้ให้มากเท่าคำแนะนำได้ และก็มีการศึกษาวิจัยอีกมากมาย ที่กำลังพยายามกำจัดอุปสรรคเหล่านี้ให้ได้เช่นกัน
เรื่องของเงินและความสะดวกเป็นปัจจัยสำคัญของคนหลายคน แต่ความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องในเรื่องของผลได้ผลเสียที่จะเกิดจริงๆต่อสุขภาพ ก็เป็นปัจจัยสำคัญของอีกหลายคน มีผู้บริโภคบางคนที่กังวลเกี่ยวกับผลตกค้างจากสารกำจัดศัตรูพืช จนลืมนึกถึงประโยชน์ที่จะได้รับจากการบริโภคผักผลไม้ให้ได้ปริมาณที่เพียงพอ แต่จริงๆแล้วก็ไม่มีหลักฐานที่หนักแน่นพอ ที่จะมาสนับสนุนความกลัวนี้ มิหนำซ้ำ มีรายงานเรื่องการป้องกันมะเร็ง ของมหาวิทยาลัยฮาวาร์ดเมื่อปีพ.ศ. 2539 (1996 Harvard Report on Cancer Prevention) (ฉบับที่ 1 สาเหตุการเกิดมะเร็งในคน – Volume 1: Human Causes of Cancer) ได้สรุปไว้ว่า ร้อยละ65 ของกรณีการเสียชีวิตจากมะเร็ง ในสหรัฐน่าจะมีสาเหตุเกี่ยวข้องกับการสูบบุหรี่, อาหาร, โรคอ้วน และการขาดการออกกำลังกาย , และมีเพียงร้อยละ1 เท่านั้นที่อาจมาจากสารเติมแต่งอาหาร และสารปนเปื้อนจากสารเคมี
มีการศึกษาจำนวนมากที่มีหลักฐานยืนยันในเรื่องประโยชน์ของ “วัน-ละ-ห้า” และการศึกษาเพื่อสำรวจหาความเสี่ยงของผลตกค้างของสารกำจัดศัตรูพืชที่มีต่อสุขภาพ จนถึงทุกวันนี้ ก็ยังไม่มีหลักฐานที่สามารถคิดคำนวนออกมาเป็นความเสี่ยงที่รุนแแรงต่อสุขภาพได้
การเข้าสู่ความสำเร็จเป้าหมาย “วัน-ละ-ห้า”
เพื่อที่จะให้ได้รับประโยชน์สูงสุดจากการบริโภคผักและผลไม้ หลักการประเด็นแรกที่อยากแนะนำ คือ รับประทานให้หลากหลายชนิดเท่าที่จะเป็นไปได้ เลือกรับประทานให้ได้ครบทุกสี ยกตัวอย่างเช่น ผักผลไม้ที่มีสีส้ม/เหลืองหลายชนิด อย่าง ฟักทอง มะม่วง จะเป็นแหล่งแคโรตินอย (Carotenoids) ที่ดี ผักที่มีสีขาว เช่นหอมหัวใหญ่ กระเทียม อุดมไปด้วยสารประกอบของกำมะถัน (Sulphurous Compounds) และ พวกผักใบเขียวจะให้วิตามินบีต่างๆ ยิ่งไปกว่านั้น การเพิ่มปริมาณการบริโภคผักผลไม้อาจ จะเข้าไปแทนที่อาหารที่มีไขมัน, เกลือ,และอาหารพลังงานสูง ซึ่งเท่ากับเป็นการปรับปรุงคุณภาพของโภชนาการโดยรวมในชีวิตประจำวันไปด้วย ผู้บริโภคไม่ควรยอมให้ความกลัวในเรื่องของการปนเปื้อนในปริมาณน้อย มากลายเป็นอุปสรรคขวางกั้นไม่ให้ร่างกายได้รับสารอาหารอย่างพอเพียง และทำให้ไม่บรรลุเป้าหมาย “วัน-ละ-ห้า”
คำแนะนำให้บริโภคผักผลไม้ 400 กรัมต่อวัน (โดยไม่รวมพวกพืชหัว อย่างมันฝรั่ง มันเทศ) เพื่อเป็นการป้องกันโรคที่เกิดจากความเสื่อมนั้น เทียบได้กับ ให้รับประทานผักผลไม้อย่างน้อยวันละ 5 ส่วน ทุกวัน หนึ่งส่วน หรือ หนึ่งเสริฟนั้น มีปริมาณประมาณเต็มอุ้งมือของเรา ดังนั้น คำแนะนำ “วัน-ละ-ห้า” จึงหมายถึง 5 อุ้งมือเต็มๆ ของแต่ละบุคคล ไม่ว่าจะเป็น วัยเด็ก วัยรุ่น รวมทั้งพ่อแม่ หรือจะเป็นวัยผู้ใหญ่ที่ตัวเล็ก ก็เช่นกัน
ตัวอย่างของขนาดสัดส่วนการบริโภคผักผลไม้ สำหรับวัยผู้ใหญ่
Ø สลัดผักสด 1 ถ้วยชา
Ø ผลไม้ชิ้นขนาดกลางๆ 1 ชิ้น
Ø น้ำผัก หรือ น้ำผลไม้ 100% 1 แก้วเล็ก (150มล.)
Ø ผักปรุงสุก 1/2 ถ้วยชา
Ø ผักและผลไม้หั่น 1/2 ถ้วยชา
Ø ผลไม้แห้ง 1/4 ถ้วยชา
ตามคำแนะนำทางโภชนาการ แนะว่า ให้ทานเป็นผัก 3 ส่วน และผลไม้ 2 ส่วน ผู้เชี่ยวชาญเองยังแนะอีกว่าสัดส่วนดังกล่าวสามารถรวมถึงผัก หรือ ผลไม้แห้ง, อัดกระป๋อง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งแช่แข็ง ได้ด้วย ดังนั้นโดยทั่วไปแล้วแนะนำว่าให้ถือผลิตผลที่อัดกระป๋อง , แห้ง ,น้ำผักและผลไม้ ให้ถือเป็น 2 ใน 5 ส่วน ที่เหลือ 3 ส่วน ควรจะเป็นผักผลไม้สดหรือ แช่แข็ง หรือผ่านการปรุงน้อยที่สุด
เรื่องของความเชื่อ และ ความจริงเกี่ยวกับการใช้สารกำจัดศัตรูพืชในเอเชีย
สำหรับผู้บริโภคชาวเอเชียแล้ว ผักผลไม้ที่ซื้อหาได้ในท้องตลาดส่วนใหญ่ปลูกด้วยการใช้สารกำจัดศัตรูพืชช่วยในการป้องกันแมลง , เชื้อรา, และศัตรูพืชต่างๆ ไม่ให้ทำลายผลผลิต ต่อไปนี้ เป็นความจริงบางประการที่ตอบคำถามของความเชื่อ ที่ผู้บริโภคกังวลเกี่ยวกับผลตกค้างของสารเคมี
ความเชื่อที่ 1 เกษตรกรใช้สารกำจัดศัตรูพืชมากเกินไป ทำให้อันตรายต่อการบริโภค
ความจริง - แม้ว่าจะมีเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นเป็นครั้งคราว ที่มีการใช้ผิดวิธี การใช้มากเกิน แต่เกษตรกรส่วนใหญ่แล้ว มีความรับผิดชอบ และปฏิบัติตามข้อแนะนำดัานความปลอดภัย เพื่อให้ผลตกค้างในผลผลิตเหลือน้อยที่สุด ที่จะไม่ให้เป็นอันตรายต่อสุขภาพ สารกำจัดศัตรูพืชมีราคาแพง ถ้าไม่จำเป็นเกษตรกรก็คงพยายามใช้ให้น้อยที่สุด เพื่อลดต้นทุน
ความเชื่อที่ 2 สารกำจัดศัตรูพืชก่อมะเร็ง
ความจริง - จนถึงทุกวันนี้ ยังไม่มีหลักฐานที่พิสูจน์ออกมาได้ว่ามีความเกี่ยวโยงกัน ระหว่างระดับสารตกค้างที่อนุญาตให้มีปนอยู่ได้ในอาหารกับการเจ็บป่วย อย่างไรก็ตามมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่แสดงถึงความเกี่ยวโยงกันระหว่างการเกิดโรคแห่งความเสื่อมของร่างกาย เช่น โรคหัวใจ และ โรคมะเร็ง เนื่องจากการรับประทานผักและผลไม้ไม่พอเพียงนั้นชัดเจนมาก
ความเชื่อที่ 3 เราไม่ทราบว่าเกษตรกรใช้สารเคมีอะไรบ้าง
ความจริง - ก่อนที่จะมีการอนุญาตให้ใช้สารกำจัดศัตรูพืชชนิดใดก็ตามกับพืชอาหาร ต้องมีกฎในการกำหนดปริมาณการใช้ ตลอดช่วงฤดูปลูก เสมอ รวมทั้งมีการกำหนดปริมาณที่ปลอดภัย ของสารตกค้างบนผลผลิต ณ จุดขาย
ความเชื่อที่ 4 เราไม่ทราบว่าสารกำจัดศัตรูพืชชนิดใดในอาหารที่ก่อเกิดปัญหาต่อสุขภาพ
ความจริง- สิ่งที่สำคัญมากที่สุดสิ่งหนึ่งในการประเมินค่าความปลอดภัยของการใช้สารกำจัดศัตรูพืชสำหรับพืชอาหาร ก็คือ การคำนวณปริมาณการบริโภคที่ยอมรับได้ (Acceptable Daily Intake, ADI) ค่า ADI สำหรับสารกำจัดศัตรูพืชใดก็ตาม คำนวณได้โดยการวัดปริมาณสารเคมีนั้นๆในอาหาร ซึ่งคนสามารถบริโภคได้ตลอดชีวิต โดยไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ การคำนวณ ค่า ADI นี้มีค่าเผื่อไว้ (margin) สูงมาก ปกติจะประมาณ 100 เท่า
ความเชื่อที่ 5 สารกำจัดศัตรูพืชเป็นพิษบริโภค แม้แต่ในปริมาณเพียงน้อยนิดก็เป็นอันตรายต่อร่างกาย
ความจริง- สารกำจัดศัตรูพืชถูกออกแบบมาให้สลายตัวได้ในระยะเวลาอันสั้นหลังจากการฉีดพ่น ดังนั้นพืชส่วนใหญ่ แม้จะฉีดพ่นก่อนเก็บเกี่ยว ก็จะไม่มีสารตกค้างที่ ณ จุดขาย นอกจากนี้ สารกำจัดศัตรูพืชบางชนิดถูกพัฒนามาเพื่อให้เป็นพิษกับศัตรูพืชเฉพาะอย่างที่ต้องการป้องกัน และมีผลกระทบน้อยมากต่อร่างกายมนุษย์
ข้อสำคัญที่ต้องเข้าใจ คือ ร่างกายของมนุษย์นั้นมีกลไกการเรียนรู้ที่จะรับมือกับสารเคมีที่เป็นพิษที่มาจากพืชที่เรารับประทาน ในปริมาณน้อยๆ สารเคมีในพืชเหล่านี้ถูกผลิตขึ้นมาในลักษณะเป็นกลไกป้องกันตัวตามธรรมชาติ จากแมลง และศัตรูพืชต่างๆ
ข้อมูลเพิ่มเติม
Ø รายงานกองทุนวิจัยมะเร็งโลก (1997), “อาหาร, โภชนาการกับการป้องกันมะเร็ง”
Ø องค์การอนามัยโลก (2002), รายงานเทคโนโลยีฉบับที่ 916 เรื่อง อาหาร , โภชนาการ กับการป้องกันโรคแห่งความเสื่อม